สิ่งแรกที่ต้องทำ
เอาตัวรอดและพาเด็กออกจากอันตรายก่อน
ไม่ใช่ลำดับตายตัว และไม่ต้องโทรก่อนเสมอไป — การหยุดอยู่กับที่เพื่อโทรในพื้นที่ที่ยังมีอันตราย ทำให้เสียชีวิตได้ ให้ตัดสินจากสถานการณ์ตรงหน้าว่าอะไรปลอดภัยกว่าในวินาทีนั้น
หนี ซ่อน สู้
- หนี ถ้ามีทางออกที่ปลอดภัย ออกไปทันที ไม่ต้องรอให้ทุกคนเห็นด้วย ทิ้งของไว้ พาเด็กที่อยู่ใกล้ไปด้วยเท่าที่ทำได้ และเมื่อออกไปแล้วอย่ากลับเข้าไป
- ซ่อน ถ้าออกไม่ได้ เข้าห้องที่ล็อกได้ ปิดล็อก ดับไฟ ปิดเสียงโทรศัพท์ทั้งหมด อยู่ให้พ้นแนวประตูและหน้าต่าง เงียบที่สุด และอย่าเปิดประตูให้ใครจนกว่าเจ้าหน้าที่จะยืนยันตัวตน
- สู้ เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อชีวิตอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้าและไม่มีทางอื่นแล้วเท่านั้น ทำเมื่อจำเป็นจริง ๆ ให้ทำอย่างเด็ดขาดและร่วมมือกันหลายคน
ตอนนี้ — ในห้องเรียน
เด็กเล็ก อนุบาลถึงประถมต้น
เด็กเล็กทำตามคำสั่งซับซ้อนไม่ได้ในภาวะตกใจ ให้ใช้วิธีที่เขาเข้าใจทันที
- ใช้ เกมเงียบเสียง ที่เคยเล่นกันมาก่อน — เงียบที่สุด ใครเงียบได้นานที่สุดชนะ
- ล็อกประตู ดับไฟ พาเด็กไปรวมกันในมุมที่พ้นสายตาจากประตูและหน้าต่าง
- ครูอยู่ใกล้เด็กที่ตกใจมากที่สุด ใช้เสียงเบาและสั้น
- ซ้อมล่วงหน้าโดยไม่ทำให้เด็กกลัว เด็กที่เคยเล่นเกมนี้มาก่อน จะทำได้จริงตอนเกิดเหตุ
เด็กโต ใช้ หนี ซ่อน สู้ ตามด้านบนได้
เรียกสติ เมื่อตัวเองหรือเด็กเริ่มควบคุมไม่อยู่
ใช้ได้ทั้งกับตัวครูเองและกับเด็ก ทำช้า ๆ ไม่ต้องพูดมาก
- วางเท้าให้เต็มฝ่าเท้ากับพื้น รู้สึกถึงพื้นที่รองอยู่
- หายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า เช่น เข้า 4 นับ ออก 6 นับ ทำสัก 5 รอบ
- มองหาของรอบตัว 5 อย่าง แล้วบอกชื่อในใจ ทีละอย่าง
- พูดกับเด็กสั้น ๆ ซ้ำ ๆ ว่า “ครูอยู่ตรงนี้ ตอนนี้เราปลอดภัย” น้ำเสียงสำคัญกว่าคำพูด
ถ้ามือสั่น หัวใจเต้นเร็ว คิดไม่ออก เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกาย ไม่ใช่ความอ่อนแอ
3 ห้าม ด้านสื่อและหลักฐาน
- ห้ามให้สัมภาษณ์แยกหน่วยงาน ให้มีแหล่งแถลงทางการแห่งเดียว ข้อมูลที่ออกไปคนละทางกลายเป็นข่าวลือทันที
- ห้ามเผยแพร่ภาพหรือชื่อเด็ก รวมถึงเสียง ชุดนักเรียน ห้องเรียน ตำแหน่งที่อยู่ขณะนั้น จำนวนผู้บาดเจ็บที่ยังไม่ยืนยัน และภาพจากกล้องวงจรปิด
- ห้ามย้ายวัตถุพยานและผู้เสียชีวิต ยกเว้นเพื่อช่วยชีวิตผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
ผู้ปกครอง
ผู้ปกครองมารับเด็ก
โรงเรียนจะมีขั้นตอนยืนยันตัวผู้ปกครองและจุดรับเด็ก ที่ประกาศเมื่อเกิดเหตุแล้วเท่านั้น ผ่านช่องทางทางการของโรงเรียน
หน้านี้ไม่ประกาศจุดรับเด็กล่วงหน้า เพราะจุดที่ประกาศไว้ก่อนอาจกลายเป็นเป้าของเหตุซ้ำ — เป็นคำเตือนตรงกันของแนวปฏิบัติสากล
สิ่งที่ผู้ปกครองทำได้ตอนนี้ คือรอประกาศจากช่องทางทางการของโรงเรียน อย่าขับรถไปที่เกิดเหตุเพราะจะขวางทางรถฉุกเฉิน และเตรียมบัตรประชาชนไว้สำหรับการยืนยันตัว
หลังเหตุ
หลังเหตุการณ์ ใครดูแลจิตใจ
มี ทีม MCATT (ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต) ทำการปฐมพยาบาลทางใจ ให้ทั้งเด็ก ครู และบุคลากร — ประสานผ่านโรงพยาบาลในพื้นที่หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
ในวันแรก ๆ สิ่งที่ช่วยได้จริงคือ ให้เด็กได้อยู่กับผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย กลับสู่กิจวัตรเดิมเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ตอบคำถามตามจริงด้วยภาษาที่เหมาะกับวัย และไม่บังคับให้เล่าซ้ำ
วางแผนล่วงหน้า
การประกาศแจ้งเหตุ — โรงเรียนต้องเลือกร่วมกับตำรวจ แล้วซ้อมจริง
ยังไม่มีข้อสรุปร่วมระดับพื้นที่ว่าให้ใช้แบบไหน หน้านี้จึงไม่สั่ง แต่บอกข้อดีข้อเสียให้โรงเรียนตัดสินใจ
| แบบ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| ภาษาตรง บอกสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ต้องทำ | ทุกคนเข้าใจทันที รวมทั้งครูใหม่ ครูแทน นักเรียน แม่ครัว ภารโรง และผู้มาติดต่อ | อาจทำให้เด็กเล็กตื่นตระหนกถ้าไม่เคยซ้อม |
| ใช้รหัส ที่โรงเรียนกำหนดเอง | ลดความตื่นตระหนกของเด็กเล็ก | คนที่ไม่ได้ซ้อมจะไม่เข้าใจเลย และเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด |
ไม่ว่าเลือกแบบไหน สิ่งที่ต้องมีเหมือนกัน คือ ตำรวจรับรองข้อความนั้น · ซ้อมจริงกับทุกคนในโรงเรียนรวมทั้งครูแทนและแม่บ้าน · และทบทวนหลังซ้อมทุกครั้ง
หน้านี้ไม่ระบุรหัสหรือข้อความประกาศจริงของโรงเรียนใด เพราะเป็นข้อมูลที่ประกาศต่อสาธารณะไม่ได้
ทั้งหมดนี้เป็นเอกสารจำกัดผู้รับ ที่โรงเรียนตกลงร่วมกับตำรวจ หน่วยกู้ชีพ และเขตพื้นที่การศึกษา การประกาศบนเว็บสาธารณะเท่ากับบอกผู้ก่อเหตุด้วย