หน้านี้ไม่ใช่ช่องทางฉุกเฉิน — เหตุด่วนอันตรายถึงชีวิต โทร 1669 หรือ 191 · อยากคุยกับใครสักคนตอนนี้ โทร 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ซ่อนหน้านี้ ›

ครูทำอะไรได้

สังเกตอย่างไร คุยอย่างไร ส่งต่อเมื่อไร และดูแลใจตัวเองอย่างไร — เรียบเรียงจากคู่มือของทีมจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำหรับครูทุกคน ไม่จำเป็นต้องเป็นครูแนะแนว

อ่านบรรทัดนี้ก่อน

ครูไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่ต้องวินิจฉัย และไม่ควรให้คำปรึกษาที่เกินขีดความสามารถของตน — ข้อนี้เป็นคำเตือนของทีมจิตเวชเองในคู่มือ ไม่ใช่การลดบทบาทครู

สิ่งที่ครูทำได้และสำคัญที่สุดคือ เห็นก่อน · รับฟังโดยไม่ตัดสิน · พาไปให้ถึงคนที่ช่วยได้ สามอย่างนี้ไม่ต้องใช้วุฒิทางจิตวิทยา และไม่มีใครทำแทนครูได้

บทบาทของครู 5 อย่าง

  1. ผู้สังเกตการณ์ — ครูอยู่ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุด เห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม หรือผลการเรียนที่ผิดปกติได้ก่อนใคร รวมทั้งก่อนผู้ปกครอง
  2. ผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัย — ห้องเรียนควรเป็นที่ที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และกล้าแสดงออก
  3. ผู้รับฟัง — ให้พื้นที่นักเรียนได้ระบายความรู้สึกโดยไม่ตัดสิน ไม่ต้องมีคำตอบให้ทุกเรื่อง
  4. ผู้เชื่อมโยง — พานักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือไปถึงผู้เชี่ยวชาญหรือแหล่งสนับสนุนที่เหมาะสม
  5. แบบอย่าง — ครูเป็นตัวอย่างของการจัดการอารมณ์และความเครียดที่นักเรียนเห็นทุกวัน

สัญญาณที่ควรสังเกต 6 กลุ่ม

อารมณ์ เศร้า หงุดหงิด วิตกกังวล หรืออารมณ์แปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด
พฤติกรรม เก็บตัว แยกตัวจากเพื่อน ก้าวร้าว ทำร้ายตัวเอง มีร่องรอยบาดเจ็บที่อธิบายไม่ได้ หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น
ผลการเรียน ตกลงอย่างไม่คาดคิด ไม่มีสมาธิ ขาดเรียนบ่อย หรือปฏิเสธที่จะเรียน
ร่างกาย ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ หรืออ่อนเพลียผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
สุขอนามัย ไม่ดูแลตัวเอง แต่งกายไม่เรียบร้อย หรือมีกลิ่นตัว ทั้งที่เดิมไม่เป็น
คำพูด พูดถึงความตาย การไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือการทำร้ายตัวเอง

อ่านสัญญาณอย่างไรไม่ให้ผิด — สัญญาณเดียวไม่ได้แปลว่าเด็กป่วย สิ่งที่ต้องดูคือ เปลี่ยนไปจากเดิมของเด็กคนนั้น และ เป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ไม่ใช่เทียบกับเด็กคนอื่น

กลุ่มเดียวที่ห้ามรอดู

ถ้านักเรียนพูดถึงการไม่อยากมีชีวิตอยู่ พูดสั่งลา ให้ของรัก ๆ ของตัวเองไปหมด หรือมีร่องรอยการทำร้ายตัวเอง ให้ถือว่าเร่งด่วนทันที ไม่ต้องรอดูอีกสัปดาห์ และไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว

  • อยู่กับเด็กไว้ก่อน แล้วให้คนที่สองไปตามครูแนะแนวหรือผู้บริหาร ไม่ต้องจัดการคนเดียว
  • แจ้งผู้ปกครองในวันนั้น ไม่เลื่อนไปวันหลัง
  • ถ้าอันตรายถึงชีวิตตอนนี้ โทร 1669 หรือ 191

ถามตรง ๆ ได้ — การถามว่า “หนูเคยคิดทำร้ายตัวเองไหม” ไม่ได้ทำให้เด็กคิดขึ้นมา และมักทำให้เด็กโล่งใจที่มีคนกล้าถาม สิ่งที่ไม่ควรทำคือถามแล้วตกใจ ดุ หรือรีบเปลี่ยนเรื่อง

คุยกับนักเรียนอย่างไร — 6 ขั้น

  1. เข้าหาอย่างเข้าใจ พูดคุยเป็นการส่วนตัวในที่ที่เงียบสงบ ด้วยท่าทีอบอุ่นและไม่ตัดสิน ไม่เรียกออกมาต่อหน้าเพื่อนทั้งห้อง
  2. รับฟังอย่างตั้งใจ ปล่อยให้นักเรียนได้พูดและระบายความรู้สึก โดยไม่ขัดจังหวะและไม่รีบให้คำแนะนำ
  3. ให้กำลังใจ แสดงความเห็นอกเห็นใจ บอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
  4. ชี้ช่องทางขอความช่วยเหลือ แนะนำให้คุยกับผู้ปกครอง ครูแนะแนว นักจิตวิทยาโรงเรียน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  5. ประสานงาน ถ้าเป็นกรณีที่น่ากังวล ปรึกษาผู้ปกครอง ครูแนะแนว หรือผู้บริหารโรงเรียน เพื่อวางแผนช่วยเหลือต่อ
  6. ดูแลตัวเองด้วย ครูต้องดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง จึงจะช่วยคนอื่นได้เต็มที่
ประโยคที่ใช้ได้จริง และประโยคที่ควรเลี่ยง

ใช้ได้

  • “ครูสังเกตว่าช่วงนี้หนูดูไม่เหมือนเดิม ครูเป็นห่วง” — พูดจากสิ่งที่เห็น ไม่ใช่จากการตัดสิน
  • “อยากเล่าให้ฟังไหม ไม่อยากเล่าตอนนี้ก็ได้ ครูอยู่ตรงนี้”
  • “ที่หนูรู้สึกแบบนี้ไม่แปลก และไม่ใช่ความผิดของหนู”
  • “เรื่องนี้ครูคนเดียวอาจช่วยได้ไม่พอ ครูขอชวนคนที่ช่วยได้มากกว่านี้มาด้วยนะ” — บอกก่อนส่งต่อ ไม่ส่งต่อลับหลัง

ควรเลี่ยง

  • “คนอื่นเขาก็ลำบากกว่านี้” · “คิดมากไปเอง” · “เข้มแข็งหน่อยสิ” — ปิดประตูการเล่าทันที
  • “ครูสัญญาว่าจะไม่บอกใครเลย” — สัญญาที่รักษาไม่ได้ ให้บอกตามจริงว่า ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ครูจำเป็นต้องบอกคนที่ช่วยได้ แต่จะไม่เอาไปเล่าให้คนอื่นฟังเล่น ๆ
  • ซักถามรายละเอียดของเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำ ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบ — ไม่ใช่หน้าที่ครู และทำให้เด็กเจ็บซ้ำ

ส่งต่อเมื่อไร และส่งต่ออย่างไร

สถานการณ์ทำอย่างไร
สงสัยปัญหาการเรียนรู้ สมาธิสั้น พัฒนาการ หรือปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล ครูร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในพื้นที่คัดกรอง แล้วประสานขอคิวพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
คลินิกสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น รพ.ร้อยเอ็ด 043-518200 ต่อ 2338 ในเวลาราชการ
ครูมีเรื่องอยากปรึกษา แต่ยังไม่ถึงขั้นส่งตัวเด็ก 043-518200 ต่อ 2338 ในเวลาราชการ · นอกเวลาราชการใช้ 1323 ฟรี 24 ชั่วโมง
เด็กก้าวร้าวรุนแรง ซึมเศร้ามาก หรือทำร้ายตัวเอง ปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นทันที ไม่ต้องรอรอบนัด ผ่านแพทย์ที่โรงพยาบาลในอำเภอ หรือโทรตรง 043-518200 ต่อ 2338 ในเวลาราชการ · นอกเวลาราชการ 1323 สายด่วนสุขภาพจิต ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง · อันตรายถึงชีวิตตอนนี้ 1669 หรือ 191

ดูช่องทางทั้งหมด และตารางว่าเรื่องแบบไหนไปทางไหน →

การส่งต่อไม่ได้แปลว่าครูทำไม่สำเร็จ — ครูที่ส่งต่อเร็วคือครูที่ทำถูก

บรรยากาศห้องเรียนที่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิต

  • ความสัมพันธ์ที่อบอุ่น กับนักเรียนทุกคน และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเรียนด้วยกัน
  • การสื่อสารแบบเปิด ให้นักเรียนกล้าพูด กล้าถาม และแสดงความคิดเห็น
  • ยอมรับความแตกต่าง ไม่มีการกลั่นแกล้งและไม่มีการตีตรา
  • กิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การจัดการอารมณ์ และการสื่อสาร
  • ความสม่ำเสมอและชัดเจน กฎที่ชัดและใช้เหมือนกันทุกครั้ง ทำให้เด็กรู้สึกมั่นคง

ทำงานกับผู้ปกครองและผู้เชี่ยวชาญ

  • ผู้ปกครอง — สื่อสารอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ แบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้วยความเคารพในความเป็นส่วนตัว และวางแผนช่วยเหลือร่วมกัน · เริ่มจากสิ่งที่ครูสังเกตเห็น ไม่ใช่จากข้อสรุปว่าเด็กเป็นโรคอะไร
  • ครูแนะแนวและนักจิตวิทยาโรงเรียน — ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำ และส่งต่อนักเรียนที่ต้องการการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
  • หน่วยงานภายนอก — รู้ว่าในชุมชนมีแหล่งช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตที่ไหนบ้าง และแนะนำผู้ปกครองให้พาเด็กไปรับบริการเมื่อจำเป็น

เรื่องความลับ — ข้อมูลของเด็กเล่าให้เท่าที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือ กับคนที่ต้องรู้เพื่อช่วยจริง ๆ เท่านั้น ไม่เล่าในกลุ่มไลน์รวม ไม่เล่าในที่ประชุมที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่เล่าเป็นเรื่องเล่าในห้องพักครู

ปฏิกิริยาปกติ ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

หลังเจอเหตุรุนแรงหรือเหตุคุกคามชีวิต ร่างกายและจิตใจจะตอบสนองเพื่อปรับตัวและปกป้องตัวเอง — สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ไม่ใช่ความผิดปกติของคนคนนั้น โดยทั่วไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปและได้รับการดูแลที่เหมาะสม

อาการที่พบได้บ่อย — ทั้งในเด็กและในครู

  • รู้สึกตกใจ ผวา กลัว หรือตื่นตัวมากกว่าปกติ
  • นอนไม่หลับ หรือสะดุ้งตื่นเวลาได้ยินเสียงดัง
  • คิดถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ หรือหวนนึกถึงสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น
  • หงุดหงิดง่าย อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว หรือรู้สึกเหนื่อยล้า

แนวทางจัดการในช่วงแรก

  • อยู่ในสถานที่ที่รู้สึกสงบและปลอดภัย
  • ดูแลพื้นฐานของร่างกายให้ดี ทั้งการพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม
  • พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ ไม่ควรเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว
  • จำกัดการเสพข่าวหรือสิ่งที่กระตุ้นความเครียด
  • ค่อย ๆ กลับไปทำกิจวัตรประจำวันทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายและจิตใจกลับมารู้สึกคุ้นเคยและมั่นคงอีกครั้ง
  • ฝึกเทคนิคหรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

เส้นแบ่งที่ต้องจำ — ถ้าอาการรุนแรงขึ้น หรือเป็นนานเกิน 2 – 4 สัปดาห์ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ไม่ต้องรอให้ครบเดือน ถ้าเห็นว่าแย่ลงชัดเจน

การดูแลจิตใจมี 3 ระดับ ครูอยู่ระดับไหน
  • ปฐมพยาบาลทางใจ (Psychological First Aid) — ใช้เวลาไม่นาน หลักวันถึงสัปดาห์ ทำกับคนจำนวนมากพร้อมกันได้ ระดับนี้ครูทำได้ และเป็นระดับที่ต้องการมากที่สุดในวันแรก ๆ
  • ระดับที่สอง — หลักเดือนถึงหลายเดือน สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบและยังไม่กลับสู่ปกติ ต้องมีการช่วยเหลือเฉพาะ แต่ยังไม่ถึงขั้นจิตบำบัด · ระดับนี้ส่งต่อให้ทีมสุขภาพจิต
  • ระดับที่สาม — ประมาณปี สำหรับผู้ที่เกิดโรคที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนใจ ต้องการการบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ

ครูไม่ต้องทำระดับ 2 และ 3 — หน้าที่ของครูคือทำระดับ 1 ให้ดี และรู้ว่าเมื่อไรควรส่งต่อ

เนื้อหาส่วนนี้มาจากสื่อของสมาคม EMDR ประเทศไทย ที่อยู่ในคู่มือของทีม · ดาวน์โหลดคู่มือฉบับเต็มได้ที่หน้า เอกสารดาวน์โหลด

30 วันแรกหลังเหตุสะเทือนใจในโรงเรียน

ควรทำไม่ควรทำ
คืนกิจวัตรเดิมให้เร็วที่สุด ตารางเดิม ห้องเดิม ครูคนเดิม — ความคุ้นเคยคือยาที่ดีที่สุดในสัปดาห์แรก ไม่บังคับให้เล่า ไม่จัดกิจกรรมให้ทุกคนนั่งเล่าความรู้สึกเป็นวง การบังคับเล่าซ้ำทำให้บางคนแย่ลง
บอกข้อเท็จจริงเท่าที่ยืนยันแล้ว สั้น ตรง เหมาะกับวัย ตอบว่า “ยังไม่รู้” ได้ ไม่เล่ารายละเอียดวิธีการของเหตุการณ์ ในห้องเรียน เสียงตามสาย หรือที่ประชุมนักเรียน
ดูแลคนที่ใกล้เหตุการณ์ที่สุดก่อน แล้วค่อยขยายวง ไม่จัดพิธีรำลึกใหญ่ที่ทำให้ผู้เสียชีวิตดูเป็นวีรบุรุษ โดยเฉพาะกรณีการฆ่าตัวตาย
สังเกตเด็กที่เงียบผิดปกติ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะเด็กที่ร้องไห้ ไม่ให้เด็กให้สัมภาษณ์สื่อ และไม่ส่งต่อภาพหรือคลิปของเหตุการณ์
บอกช่องทางขอความช่วยเหลือซ้ำหลายครั้ง ครั้งเดียวไม่พอ ไม่ประกาศชื่อหรืออาการของเด็กคนใดในกลุ่มไลน์หรือที่ประชุม
สัปดาห์ที่ 2 – 4 เฝ้าดูอาการที่ยังไม่หาย เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้าย ผวา ไม่ยอมมาโรงเรียน ผลการเรียนตกต่อเนื่อง — ถ้าอาการรุนแรงขึ้น หรือเป็นนานเกิน 2 – 4 สัปดาห์ ให้ส่งต่อ ไม่ต้องรอให้ครบเดือน ไม่สรุปตั้งแต่สัปดาห์แรกว่า “ทุกคนกลับมาปกติแล้ว” และไม่ลืมว่าวันครบรอบหรือวันที่ต้องกลับไปที่เกิดเหตุจะกระตุ้นอาการอีกครั้ง

ส่วนนี้เป็นหลักปฏิบัติสากลหลังเหตุสะเทือนใจ ไม่ใช่ระเบียบของเขตพื้นที่การศึกษา ให้ใช้ควบคู่กับแนวทางที่โรงเรียนและเขตพื้นที่กำหนดไว้ · ดูขั้นตอนขณะเกิดเหตุที่ หน้าเกิดเหตุร้ายตอนนี้

ดูแลใจของครูเอง

ครูที่รับเรื่องหนักบ่อย ๆ จะล้าทางใจ นี่เป็นผลจากงาน ไม่ใช่ความอ่อนแอ และไม่ได้แปลว่าครูไม่เหมาะกับอาชีพนี้

  • สัญญาณของครูเอง — นอนไม่หลับ คิดเรื่องเด็กตลอดเวลา หงุดหงิดง่ายผิดปกติ รู้สึกชา ๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย หรือเริ่มไม่อยากมาโรงเรียน
  • อย่ารับคนเดียว — ทุกเคสที่หนักควรมีคนที่สองรู้เรื่องเสมอ ทั้งเพื่อเด็กและเพื่อครู
  • ระบายได้ โดยไม่เอ่ยชื่อ — เล่าความรู้สึกของตัวเองกับเพื่อนร่วมงานหรือคนที่ไว้ใจได้ โดยไม่ต้องเล่าตัวตนของเด็ก
  • ครูก็โทรได้ — 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้มีไว้สำหรับนักเรียนเท่านั้น
  • ถามใจก็ใช้ได้ — พิมพ์ถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ ถามใจ ไม่ต้องบอกชื่อ ไม่เก็บข้อความ

สิ่งที่หน้านี้ไม่มีโดยเจตนา — ไม่มีแบบคัดกรองหรือแบบประเมินให้กรอก · ไม่มีช่องส่งเรื่องหรือส่งเคส · ไม่มีชื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับปรึกษา · ไม่มีรหัสแจ้งเหตุของโรงเรียน
การคัดกรองด้วยแบบประเมินควรทำโดยผู้ที่ผ่านการอบรม พร้อมระบบดูแลต่อ ไม่ใช่การกรอกแบบฟอร์มบนเว็บสาธารณะ

ที่มาของเนื้อหา — เรียบเรียงจากคู่มือ “การดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียน แนวทางการให้ความช่วยเหลือและการจัดการภาวะฉุกเฉิน” ของทีมงานจิตเวชเด็กและวัยรุ่น กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด